หลายครั้งที่เราเห็นใครบางคนเดินไปทางไหนก็เจอแต่จังหวะที่ดี หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ประสบความสำเร็จง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก จนเราเผลอคิดในใจว่า "ทำไมเขาถึงโชคดีจังวะ?" หรือคิดว่าตัวเราเองโชคร้ายที่ดวงไม่ดี
แต่ในความเป็นจริง ดร. ริชาร์ด ไวส์แมน (Richard Wiseman) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษได้ทำการศึกษาคนที่คิดว่าตัวเอง "โชคดีสุดๆ" และ "โชคร้ายสุดๆ" กว่า 400 คน เป็นเวลา 10 ปีเต็ม และได้ค้นพบความจริงที่เปลี่ยนกรอบความคิดของเราไปตลอดกาล: โชคดีไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่า หรือพลังงานลึกลับที่ควบคุมไม่ได้ แต่เป็น "ผลลัพธ์ของวิธีคิดและพฤติกรรม" ที่เราสร้างขึ้นมาเองต่างหาก
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ติดขัด หรือกำลังเหนื่อยใน "เกมเดิม" ที่หาทางออกไม่เจอ อยากชวนมา Unlearn ความเชื่อเรื่องดวงชะตา แล้วเติม 3 ทักษะนี้เพื่อสร้าง "โชคดี" ให้ตัวเองในทุกๆ วันกันครับ By ฟุ้ย 🔴
1/ เลิกติดอยู่ใน "อุโมงค์ทัศน์" (Notice Chance Opportunities)
- Tunnel Vision vs. Open Mind: การทดลองหนึ่งของไวส์แมนให้คนโชคดีและโชคร้ายมานับจำนวนรูปภาพในหนังสือพิมพ์ คนโชคร้ายใช้เวลาหลายนาทีในการนับ แต่คนโชคร้ายสังเกตไม่เห็นข้อความตัวใหญ่ครึ่งหน้ากระดาษที่เขียนว่า "เลิกนับได้แล้ว ในนี้มีรูปภาพ 43 รูป" ภายในเวลาไม่กี่วินาทีเหมือนที่คนโชคดีสังเกตเห็น
- เครียดเกินไปทำให้มองไม่เห็นโชค: คนส่วนใหญ่มักโฟกัสแคบเกินไป (มีอุโมงค์ทัศน์) มุ่งแต่วิ่งตามเป้าหมายแบบเส้นตรง จนตาบอดต่อโอกาสเจ๋งๆ ที่ลอยอยู่ข้างทาง คนโชคดีมักมีสภาวะจิตใจที่ผ่อนคลายและพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ มากกว่า
- สร้างแรงปะทะใหม่ๆ (Randomness): ลองเปลี่ยนเส้นทางเดิน คุยกับคนแปลกหน้า หรือทำโปรเจกต์นอกกรอบบ้าง เพราะการทำสิ่งเดิมๆ จะสร้างผลลัพธ์เดิมๆ เสมอ
2/ คาดหวังเชิงบวกเพื่อสร้าง "คำทำนายที่เป็นจริง" (Expect Good Fortune)
- Self-Fulfilling Prophecy: คนโชคดีมักมีความคาดหวังในแง่บวกว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นกับพวกเขาเสมอ ซึ่งความเชื่อนี้ส่งผลต่อจิตใต้สำนึกและการลงมือทำโดยตรง
- ลุยยาวเพราะเชื่อว่าสำเร็จ: เมื่อคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี พวกเขาจะลงมือทำด้วยความกระตือรือร้นและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะล้มเหลวก็มองว่าเป็นแค่ค่าธรรมเนียมการเรียนรู้ (Tuition Fee) แต่ถ้าคุณเริ่มด้วยการคิดว่า "ยังไงก็ล้มเหลว" สมองจะสั่งให้คุณผ่อนแรงทันที
- สัญชาตญาณนำทาง (Listening to Hunches): คนโชคดีมักฟังเสียงเตือนข้างในตัวหรือสัญชาตญาณเมื่อต้องตัดสินใจ เพราะสัญชาตญาณมักเกิดจากการประมวลผลเงียบๆ ของสมองผ่านประสบการณ์ที่ผ่านมา
3/ ความซวยชั่วคราว แต่การตีความคือกำไรระยะยาว (Turn Bad Luck into Good)
- Counterfactual Thinking: เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์โชคร้าย (เช่น ประสบอุบัติเหตุขาหัก) คนโชคร้ายจะบ่นว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน ซวยชะมัด" แต่คนโชคดีจะตีความใหม่ว่า "โชคดีจังที่แค่ขาหัก ไม่ตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว"
- Resilience เป็นตัวคูณโชค: คนโชคดีไม่ได้เจอน้อยเรื่องซวยกว่าคนอื่น แต่พวกเขาเก่งในการเปลี่ยนความโชคร้ายให้เป็นบทเรียน (Connect the dots) และหาประโยชน์จากวิกฤตเสมอ
- ห้ามจมกับอดีต: การจมอยู่กับความเสียใจในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้รังแต่จะทำให้เสียพลังงานสมอง โฟกัสในสิ่งที่เปลี่ยนได้ในวันนี้เพื่อสร้าง Small Win เล็กๆ ขึ้นมาใหม่ดีกว่า
ข้อคิดส่งท้าย: โชคดีไม่ใช่สายฝนที่ตกลงมาใส่เราโดยบังเอิญ แต่มันคือการหว่านเมล็ดพันธุ์ของการเปิดกว้าง ทัศนคติ และการกล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน ยิ่งเราเตรียมพร้อมและลงมือทำมากเท่าไหร่ พื้นที่ผิวสัมผัสสำหรับโชคดีที่จะวิ่งเข้ามากระทบตัวเราก็จะยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้นครับ
Note จากฟุ้ย: บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า "โชค" อาจจะไม่ได้ลอยมาจากฟ้า แต่มาจากความพร้อมในวันที่จังหวะชีวิตหมุนมาเจอกับเราพอดีต่างหากครับ
ปล. ช่วงนี้ใครเจอกับโอกาสดีๆ อะไรบ้างหลังลองเปิดมุมมองใหม่ แวะมาคอมเมนต์เล่าให้ฟังบ้างนะค้าบ!








